การเตรียมความพร้อมและการปฎิบัติบำรุงรถจักรยาน

คำแนะนำในการปั่นไมให้เกิดอันตราย

  1. เคารพและปฎิบัติตามกฎจราจร ปฎิบัติตามป้ายและไฟสัญญาณจราจรอย่างเคร่งครัดสำหรับคนที่ใช้จักรยานต้องหยุดเมื่อมีสัญญาณไฟแดง เช่นเดียวกับยานพาหนะอื่นๆ และจอดหยุดอยู่หลังเส้นขาวหนาที่พื้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้สำหรับคนที่ข้ามถนนและให้ปลอดัยจากรถที่แล่นในทิศทางที่ตัดกัน
  2. ปั่นจักรยานตามทิศทางจราจรร่วมไปกับพาหนะอื่นๆ ยกเว้นแต่เป็นถนนที่มีการอนุญาตให้ปั่นจักรยานย้อนทิศทางจราจร หรือที่เรียกกันว่า “ย้อนศร” ได้
  3. มีไฟส่องสว่างด้านหน้าและหลังเมื่อขี่ยามค่ำคืน พ.ร.บ.การจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ระบุว่า รถจักรยานต้องติดไฟส่องสว่างสีขาวด้านหน้าและไฟสีแดงหรือกระจกสะท้อนแสงสีแดงด้านหลังอกจากนั้นการสวมใส่สายคาดหรือเสื้อกั๊กที่มีแถบสะท้อนแสงเพิ่มเติมเข้าไปก็สามารถช่วยให้คนขับรถเห็นผู้ปั่นจักรยานได้ชัดจากระยะไกลในยามค่ำคืน
  4. มีอุปกรณ์ให้สัญญาณที่เหมาะสม พ.ร.บ.การจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ระบุว่า รถจักรยานต้องมีกระดิ่งเพื่อให้สัญญาณบอกว่าจักรยานกำลังเคลื่อนเข้าไปในทิศทางนั้น หรืออาจใช้แตรก็ได้ แต่ควรเลือกแตรที่เหมาะสมไม่ส่งเสียงดังเกินไป จนทำให้คนตกใจหรือก่อความรำคาญเป็น “มลพิษทางเสียง”
  5. ให้สิทธิในการใช้ทางเท้าแก่คนเดินเท้า หลีกเลี่ยงการปั่นจักรยานบนทางเท้า นอกจากมีการทาสีตีเส้นหรือแบ่งพื้นที่ให้จักรยานใช้บนทางเท้าอย่างชัดเจนละไม่ว่าจะในกรณีใด เราต้องระมัดระวังเป็นพิเศษใช้ความเร็วต่ำมื่อขึ้นไปขี่บนทางเท้า เพราะหากตกอยู่ในสภาพที่หลีกกันไม่ได้ ต้องให้คนเดินเท้าได้สิทธิ์ใช้เดินไปก่อนเสมอ
  6. ระวังรถที่จอดอยู่ สังเกตและระมัดระวังรถที่จอดอยู่ให้ดีนที่นั่งอยู่ในรถอาจเปิดประตูออกมาหรือคนขับอาจจะขับรถพุ่งออกมาอย่างฉับพลันควรปั่นแซงหรือขนานไปกับแถวรถที่จอดอยู่ห่างออกมาอย่างน้อย 1 เมตร
  7. อย่าเกาะรถที่กำลังแล่นอยู่ข้างหน้า การใช้มือเกาะรถที่แล่นอยู่ข้างหน้าเพื่อผ่อนแรงในการขี่จักรยานเป็นสิ่งที่อันตรายมาก และผิดกฎจราจร
  8. อย่าบรรทุกน้ำหนักมากเกินไป การใช้จักรยานบรรทุกของหนักๆ ไม่ว่าจะเป็นการปั่นคนเดียวหรือมีบุคคลซ้อนท้ายหรือซ้อนหน้า จะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่ก่อให้เกิดอันตราย ผู้ปั่นจักรยานต้องใช้ความระมัดระวังมากขึ้นเป็นพิเศษ (พ.ร.บ.การจราจรทางบก ได้ห้ามการปั่นเกินหนึ่งคน)
  9. ตรวจเบรกเสมอ การตรวจเบรกว่าจะใช้การได้ดีทั้งเบรกหน้าและเบรกหลังโดยเฉพาะเมื่อเส้นทางที่ปั่นจักรยานไม่ราบเรียบ มีหลุมบ่อ เนินหรือสะพาน และใช้ความระมัดระวังมากขึ้นเป็นพิเศษเมื่อถนนเปียก
  10. ระมัดระวังเมื่อมาถึงทางแยก ไม่ว่าจะเป็นจุดที่มีซอย หรือถนนรองมาพบถนนใหญ่ หรือตามแยกถนน ให้ระมัดระวังเพิ่มขึ้น เพราะมีรถจำนวนมาก ซึ่งมีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุการชนกันสูงขึ้นมาก การปั่นจักรยานให้อยู่ในช่องทางจราจรที่ถูกต้องสำหรับการแล่นตรงไปหรือการเลี้ยว ควรใช้สัญญาณมือช่วยบอกทิศทางของเราให้ชัดเจนขึ้นมองรอบด้านให้ดีก่อนเปลี่ยนทิศทางหรือย้ายช่องจราจร หากไม่มั่นใจและพิจารณาว่ามีความเสี่ยงสูง ควรลงจากจักรยานและเข็นข้ามในแบบเดียวกับคนเดินเท้า
  11. ใช้สัญญาณมือ เรียนรู้สัญญาณมือในการบอกให้ผู้ใช้ถนนอื่นรู้ว่าเราจะเคลื่อนที่ไปอย่างไร และฝึกทักษะให้สามารถปั่นจักรยานโดยใช้มือเดียวจับแฮนด์และอีกมือ-แขนให้สัญญาณได้ถูกต้องอย่างคล่องแคล่วโดยที่จักรยานทรงตัวได้ดี จากนั้นก็ใช้สัญญาณมือให้เป็นนิสัย
  12. ปั่นจักรยานอย่างสุภาพและมีวินัย การปั่นออกซ้ายออกขวาอย่างฉับพลัน หรือเปลี่ยนทิศทางอย่างกะทันหัน เสี่ยงที่จะก่อให้เกิดการชนเป็นอันตราย คนที่ขับรถตามมาอาจไม่เห็นหรือเห็นไม่ทันที่จะหักหลีกได้ เราควรปั่นจักรยานใกล้ขอบถนน (อย่าชิดมากเกินไป ระยะห่างที่เหมาะสม 1 เมตร)